การช่วยฟื้นคืนชีพ CPR 2020

1956 จำนวนผู้เข้าชม  | 

การช่วยฟื้นคืนชีพ CPR 2020

     การช่วยฟื้นคืนชีพ CPR 2020
 

ผู้เขียนอ้างอิงตาม American Heart Assosiation ( AHA ) Guidelines for Cardiopulmonary Resucsitation
( CPR )and Emergency Cardiovascular Care ( ECC ) 2020
 

นี่คือห่วงโซ่แห่งการรอดชีวิตของผู้บาดเจ็บที่มีภาวะหัวใจหยุดเต้นนอกโรงพยาบาล
Out-of-Hospital Cardiac Arrest

  
  • การตระหนักถึงภาวะฉุกเฉิน และแจ้งทีมช่วยชีวิต EMS ให้ทราบอย่างรวดเร็ว ( Early Access)
  • การเริ่มปฏิบัติการช่วยชีวตในทันที ( Early CPR ) ช่วยเพิ่มอัตราการรอดชีวิตได้ถึง 2-3 เท่า
  • การให้การรักษาด้วยกระแสไฟฟ้าให้รวดเร็วที่สุด ( Early Defibrillation) ร่วมกับการทำ CPR ช่วยอัตราการรอดชีวิตสูงถึงร้อยละ 49-75
  • ให้ผู้บาดเจ็บได้รับปฎิบัติการช่วยชีวิตขั้นสูงโดยบุคลากรทางการแพทย์อย่างรวดเร็ว( Early ACLS )
  • ให้การรักษาผู้บาดเจ็บหลังที่หัวใจกลับมาเต้นอีกครั้ง
  • ให้การดูแลผู้บาดเจ็บต่อเนื่องทั้งในหอผู้ป่วยวิกฤต(ICU) และการดูแลต่อเนื่องหลังที่ผู้ป่วยdicharge ออกจากโรงพยาบาล

     หากคุณยังไม่ได้ให้ความช่วยเหลือหลังที่ผู้บาดเจ็บ Arrest พบว่าอัตราการรอดชีวิตของผู้บาดเจ็บ โดยเฉพาะ ผู้ป่วยประเภท SCA จะลดลงร้อยละ 7-10 ทุกๆ 1 นาทีที่ผ่านไป

     หากต้องการทราบว่าผู้บาดเจ็บยังมีชีวิตอยู่หรือไ่ม่ ให้คุณเช็ค 3 ระบบของร่างกาย ก็เพียงพอ เพราะ ทั้ง 3 ระบบต้องทำงานประสานกันเสมอ ขาดระบบใดระบบหนึ่ง อีก 2ระบบก็จะหยุดตามไปด้วย นั่นคือ

1.  ระบบประสาทหรือการตอบสนองของผู้บาดเจ็บ 
2. ระบบการหายใจ 
3. ระบบการไหลเวียนโลหิต


    ตั้งแต่เวอร์ชั่น2010 เป็นต้นมา AHA ได้ทำการสลับขั้นตอนในการปฏิบัติการช่วยชีวิตขึ้นใหม่ อันจะเป็นการเพิ่มอัตราการรอดชีวิตของผู้บาดเจ็บที่มีภาวะหัวใจหยุดเต้นกระทันหันได้มากขึ้น นั่นคือ จากขั้นตอน"ABC" AHA แนะนำให้เปลี่ยนเป็น "CAB" โดยมุ่งความสำคัญไปที่การทำให้เลือดวิ่งไปเลี้ยงส่วนต่างๆของร่างกายโดยเฉพาะสมองให้เร็วที่สุด 

คำถาม : ทำไมต้องเปลี่ยนจาก ABC ไปเป็น CAB ซึ่งมักจะมีคำถามเกิดขึ้นตามมาเสมอ
ในฐานะของวิทยากร จะตอบแบบตรงไปตรงมาว่า

1. โดยปกติแล้ว คนเราสามารถกั้นหายใจได้ยาวนานเป็นนาที หรือบางคนอาจมากกว่านั้นด้วย โดยที่ไม่ทำให้สมองตาย เช่นเดียวกัน ผู้บาดเจ็บที่มีภาวะหัวใจหยุดเต้นกระทันหัน สมองก็สามารถขาดออกซิเจนได้นานเป็นนาทีเหมือนกัน AHA แนะนำว่าหากเรารีบช่วยชีวิตโดยการเริ่มจากการใช้ " C " (compression)ก่อน จะเป็นการเพิ่มอัตราการไหลเวียนโลหิตให้ไปเลี้ยงส่วนต่างๆได้เร็วโดยเฉพาะสมอง และยังจะทำให้คลื่นไฟฟ้าหัวใจแบบ Venticular Fibrilltion ( VF ),Venticular Tachycadia ( VT ) ที่มักจะเกิดขึ้นหลังจากที่หัวใจของผู้บาดเจ็บหยุดเต้น จะยังคงเต้นต่อเนืองต่อไป  ซึ่งจะเพิ่มความสำเร็จอย่างมากในการรักษาด้วยกระแสไฟฟ้า ( Defibrillator ) หลังจากทำการปั๊มหัวใจไปแล้ว 30 ครั้ง แล้วจึงเริ่มใช้ " A " โดยการเปิดทางเดินหายใจให้โล่ง และเริ่ม " B "โดยการช่วยการหายใจ 2 ครั้ง ( กรณีที่มีอุปกรณ์ช่วยหายใจ เช่น pocket mask , bag-valve mask )

2. ในสถานะการณ์ฉุกเฉิน เมื่อผู้ช่วยเหลือพบเจอผู้บาดเจ็บที่มีภาวะหัวใจหยุดเต้นกระทันหัน มักจะทำอะไรไม่ค่อยถูก หรือบางครั้งอยากช่วยเหลือแต่ไม่กล้าเป่าปาก การปั๊มหัวใจเพียงอย่างเดียว เป็นการเพิ่มอัตราการรอดชีวิตได้มากกว่าการไม่ทำอะไรเลย และทำได้ง่ายที่สุดในสามัญสำนึกของคนทั่วไป

สองคำตอบข้างบนนี้ น่าจะเป็นการอธิบายเหตุผลได้ไม่มากก็น้อย สำหรับผู้ที่มีคำถาม

เมื่อคุณพบเจอผู้บาดเจ็บหมดสติ ให้ท่องและปฏิบัติตาม " RABC technique"

  • R ( Response ) คือการเช็คการตอบสนองของผู้บาดเจ็บ ( Check of Response ) โดยการใช้มือทั้ง 2 ข้างจับบริเวณหัวไหล่ของผู้บาดเจ็บเขย่าหรือตบให้แรงพอควร พร้อมเรียกผู้บาดเจ็บดังๆ หากผู้บาดเจ็บไม่ตอบสนอง แสดงว่าระบบประสาทของผู้บาดเจ็บผิดปกติ
    ให้ผู้ช่วยเหลือ โทรหรือเรียกขอความช่วยเหลือให้เร็วที่สุด ตามห่วงโซ่แห่งการรอดชีวิตที่ AHA แนะนำไว้เพราะถ้าทีมช่วยเหลือมาถึงเร็วเท่าใด โอกาสการรอดชีวิตของผู้บาดเจ็บก็เพิ่ม


Check Response 


  • A ( Air way ) เมื่อผู้บาดเจ็บหมดสติ กล้ามเนื้อทุกส่วนของร่างกายจะคลายตัว เป็นเหตุให้ลิ้นมีโอกาสเคลื่อนต่ำไปอุดหลอดลมทำให้ผู้บาดเจ็บหายใจไม่ได้  ให้ทำการเปิดทางเดินหายใจผู้บาดเจ็บทันที โดยการใช้เทคนิคที่เรียกว่า ท่ากดหน้าผากและเชยคาง ( Head tilt Chin lift ) โดย การใช้สันมือวางบนหน้าผากผู้บาดเจ็บ และใช้นิ้วชี้และนิ้วกลางของมืออีกด้านจับที่กระดูกขากรรไกรล่าง โดยหลีกเลี่ยงการกดที่ก้อนเนื้อใต้คางโดยตรง จากนั้นให้ทำการกดหน้าผากพร้อมกับเชยคางผู้บาดเจ็บในเวลาเดียวกัน จะทำให้ลิ้นที่อุดหลอดลมถูกดึงกลับมาอยู่ตำแหน่งเดิม ทำให้ทางเดินหายใจเปิดโล่งได้ทันที ยกเว้นกรณีที่รู้แน่นอนว่าผู้บาดเจ็บมีการบาดเจ็บบริเวณคอจะไม่ใช้ท่าดังกล่าว
    
  • B ( Breathing ) ให้ทำการเช็คลมหายใจ ว่าผู้บาดเจ็บยังหายใจอยู่หรือไม่ โดยการใช้เทคนิคที่เรียกว่า look listen and feel  ให้ก้มหน้าเกือบชิดปากและจมูกผู้บาดเจ็บ ตามองหน้าอกดูการเคลื่อนไหว หูฟังเสียงลมหายใจ และแก้มแนบที่ปากและจมูกผู้บาดเจ็บเพื่อรับสมผัสลมหายใจ
  • C ( Circulation  ) ขณะที่เช็คลมหายใจอยู่ ให้ผู้ช่วยเหลือทำการตรวจเช็คชีพจรที่บริเวณคอทันที ( แม้ในตำราแนะนำว่าประชาชนทั่วไปไม่ต้องทำการเช็คชีพจร เพราะอาจเกิดความผิดพลาดได้ ) แต่ผมเห็นว่าเป็นสิ่งจำเป็นที่จะใช้วินิจฉัยเบื้องต้นได้ว่าผู้บาดเจ็บยังมีชีวิตอยู่หรือไม่  เมื่อผู้ช่วยเหลือทำการเช็คชีพจรและไม่พบการหายใจและการเต้นของชีพจร ให้ผู้ช่วยเหลือทำการปั๊มหัวใจทันที    ( Compression ) โดยหาตำแหน่งที่ใช้ในการปั๊ม หากเป็นประชาชนทั่วไปแนะนำให้ผู้ช่วยเหลือจินตนาการวาดเส้นตรงระหว่างราวนมของผู้บาดเจ็บ เส้นตรงดังกล่าวตัดกับเส้นแนวกึ่งกลางหน้าอกตรงไหน ให้ใช้จุดดังกล่าวนั้นเป็นตำแหน่งที่จะวางส้นมือลงไป นำมืออีกด้านมาประกบ ประสานนิ้ว และทำการล็อคนิ้ว กระดกข้อมือขึ้น โดยให้ส้นมือสัมผัสกับผนังหน้าอกเท่านั้น แขนตรึง โน้มตัวมาให้แนวแขนตั้งฉากกับผนังหน้าอกของผู้บาดเจ็บ พร้อมกับกดลงไปโดยใช้แรงจากหัวไหล่ จุดหมุนอยู่ตรงสะโพก แขนตรึงเสมอ กดให้หน้าอกยุบลงไปอย่างน้อย 2 นิ้ว( 5 ซม. ) แต่ไม่เกิน 2.4นิ้ว( 6 ซม.) ใ้นผู้ใหญ่ กดหน้าอก 30 ครั้ง  โดยการกดแต่ละครั้งต้องปล่อยให้หน้าอกยกตัวขึ้นสุดก่อนที่กดครั้งต่อไป โดยที่ส้นมือไม่หลุดออกจากผนังหน้าอก กดหน้าอกแบบเร็วและแรงตามที่กำหนด ( push hard and push fast )ด้วยอัตราอย่างน้อย 100 ครั้งต่อนาทีแต่ไม่เกิน 120 ( AHA 2020 )จากนั้นให้ผู้ช่วยเหลือทำการช่วยหายใจผู้บาดเจ็บ 2 ครั้ง
Check pulse and Compression



     หนึ่งวงรอบของการช่วยชีวิตประกอบด้วย การปั๊มหน้าอกผู้บาดเจ็บ 30 ครั้ง และช่วยหายใจ 2 ครั้ง ทำอย่างนี้ทั้งหมด 5 รอบ ( ประมาณ 2 นาที ) จึงจะหยุดประเมินผู้บาดเจ็บ 1 ครั้ง ( หากต้องการประเมิน ) หรือทำต่อไปจนกว่าจะพบว่าผู้บาดเจ็บมีการขยับตัว /มีการหายใจ / มีชีพจร หรือมีเครื่องช็อคไฟฟ้ามาถึง หรือบุคคลากรทางการแพทย์มารับช่วงต่อ เราจึงจะหยุดได้ ( หยุดให้น้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ minimizing interrupted ) 


     กรณีที่ผู้ช่วยเหลือพบผู้บาดเจ็บล้มต่อหน้า หยุดหายใจและหัวใจหยุดเต้น หากต้องการช่วยเหลือแต่ไม่เคยได้รับการอบรมมาก่อน หรือต้องการช่วยเหลือแต่ไม่กล้าเป่าปาก ควรโทรเรียกความช่วยให้เร็วที่สุด ผู้ช่วยเหลือสามารถทำการปั๊มหน้าอกอย่างเดียวได้จนกว่าความช่วยเหลือจะมาถึง ( Only Chest Compression ) ซึ่งจะเป็นการเพิ่มความสำเร็จได้มากกว่าการไม่ได้ทำอะไรเลย


QR CODE ขอรับรายละเอียดหลักสูตรการอบรมเพิ่มเติม

Powered by MakeWebEasy.com